คำเตือนสำหรับผู้คัดลอก

เนื่องจากมีผู้คิดคัดลอก บทความบางส่วน หรือ บทความทั้งหมด จากเว็บบล็อก http://mountainbikedetail.blogspot.com/
ผู้ที่คัดลอกต้องแสดงการอ้างอิง หรือ ให้ลิงค์กลับมายัง เวบบล็อก ของเราหรือแสดงความจำนงที่จะนำบทความไปใช้ โดยแจ้งผ่านทางอีเมล์ หรือ ทางแฟนเพจ

มิฉะนั้น ทางเราจะแจ้งดำเนินคดี ฟ้องร้องการละเมิดลิขสิทธ์
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอัพเกรดจักรยานเสือภูเขา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอัพเกรดจักรยานเสือภูเขา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

การเลือกซื้อ groupset สำหรับจักรยานเสือภูเขา ราคาเทียบกับประสิทธิภาพ

โฆษณา


Groupset สำหรับจักรยานเสือภูเขา คืออะไร?และมีอะไรบ้าง?


groupset สำหรับจักรยานเสือภูเขาเป็นชุดขับเคลื่อนนั่นเอง นับตั้งแต่จานหน้า, หัวกระโหลก, จานหลัง, โซ่, ตีนผี,

จานหน้า (crankset) จะมีทั้งหมด 3 ประเภท คือ 

  • แบบ 3 จาน (Triple) เป็นจานหน้าที่เก่าแก่คลาสสิคที่สุดแล้ว โดยจะประกอบไปด้วย 3 chainrings เริ่มจากขนาดใหญ่ที่พบเห็นมากที่สุด คือ 42- หรือ 44 ฟัน ถัดมาเป็นแบบกลาง ขนาด 32 หรือ 34 และมีขนาดเล็กที่สุดภายในวงแหวนมักเป็นฟัน 22 หรือ 24 ฟัน จานชุดนี้จะเป็นชุดที่ใช้ตั้งค่าเกียร์ที่กว้างที่สุดและมีความซ้ำซ้อนอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของอัตราทดเกียร์ การเปลี่ยนเกียร์ตบเกียร์ จานหน้าจะต้องทำอย่างไรให้ถูกต้อง ทำให้โซ่ไม่บิดมากเกินไป (ตามที่เคยกล่าวไว้ในการใช้เกียร์ของจักรยานเสือภูเขานั่นเอง)
  • แบบ 2 จาน (Double) แบบนี้เป็นที่นิยมมากที่สุดสำหรับจักรยานเสือภูเขา เมื่อ SRAM และ Shimano นำเสนอระบบขับเคลื่อนแบบความเร็วสูง 10 สปีด ซึ่งมีความซับซ้อนน้อยกว่าแบบ 3 จาน วงแหวนขนาดเล็ก (22 ถึง 28 ฟัน) ในขณะที่ฟันเฟืองขนาดใหญ่มีเกียร์ที่เหมาะสำหรับการขี่ที่เร็วขึ้น (34- ถึง 36 ฟัน) จานแบบนี้จะพบมากในจักรยานเสือภูเขาระดับเริ่มต้นไปจนถึง high-end
  • แบบจานเดียว (Single) เป็นเทรนที่สำคัญที่สุดในระบบขับเคลื่อนสำหรับจักรยานเสือภูเขาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็นการปรับปรุงไปสู่ก้าวใหม่ๆของระบบขับเคลื่อนที่หลากหลายกว้างขึ้นในรูปแบบของจานหน้าเพียงจานเดียว เรียกได้ว่า "1x" ได้รับความนิยมจากจักรยานเสือภูเขาประเภท downhill ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ช่วงเกียร์ขนาดใหญ่และความปลอดภัยของโซ่ (นั่นคือไม่มีโซ่หลุดออก) เป็นสิ่งที่สำคัญมาก หลังจากการเปิดตัว XXAM ของ SRAM นำเสนอกรุ๊ป 1x11 และ 1x12 กลายเป็นบรรทัดฐานสำหรับจักรยานเสือภูเขาระดับสูงถึงระดับกลาง

หัวกระโหลก (Bottom bracket)
เป็นท่อที่มีตลับอยู่ข้างในมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าจานหน้าเลยทีเดียวเพราะมันทำหน้าที่เป็นตัวหมุนจานหน้านั่นเอง 

จานหลัง (Cassettes)
จานหลังจะมีหลากหลายให้เลือกใช้ เช่นเดียวกับ จานหน้า (crankset) การเลือกใช้ จานหลัง มักถูกกำหนดโดยรูปแบบและราคาของการขี่จักรยาน จานหลังสำหรับจักรยานเสือภูเขาสามารถพบได้ 7 ถึง 12 สปีด โดยฟันเฟืองที่เล็กที่สุดและใหญ่ที่สุดเพื่อระบุช่วงรวมทั้งหมดเช่น 11-32t หรือ 10-50t

นอกเหนือจากจักรยานแบบ Downhill ซึ่งมักใช้จานหลังแบบช่วงแคบ ในขณะที่จักรยานเสือภูเขาทั่วไปจะใช้จานหลังที่มีช่วงกว้าง (เกียร์เยอะ สปีดเยอะ) เพื่อช่วยในการปีนเขาได้ง่ายขึ้น ช่วงที่พบมากที่สุด ในจักรยานที่มีจานหน้า (cranksets) สองหรือสามคือ 11 ถึง 34 หรือ 36 ฟัน 

ในขณะที่จานหน้าเดียว หรือ Single-ring drivetrains จะกว้างมากขึ้นโดยมี Drivetrains ของ SRAM's XX1,  X01 ความเร็ว 12 จังหวะ 10-50t  ในขณะที่ Shimano มีช่วง 11-46T ในกลุ่ม 1x11 SLX  และ XT และยังขนาด 10-51t ในกลุ่ม XTR

ตีนผี (Derailleurs)
Derailleurs เป็นส่วนประกอบที่เคลื่อนย้ายโซ่ระหว่างฟันเฟืองบนจานหน้าและจานหลัง แต่ละแบรนด์มีการออกแบบของตัวเอง แต่หลักการโดยทั่วไปจะเหมือนกัน เมื่อกด shifter ดึงหรือปล่อยสายเคเบิลซึ่งจะขยับ derailleur ทำให้โซ่หลุดออกและเปลี่ยนตำแหน่งใหม่ในเกียร์อื่นๆ



ตัวสับเกียร์ (Shifters)
ตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้คันโยกหรือสับเกียร์จะใช้ในการเปลี่ยนเกียร์ที่ derailleurs ของจักรยาน ซึ่งยี่ห้อ Shimano และ SRAM ใช้การออกแบบที่แตกต่างกัน และวิธีการเฉพาะของแต่ละตัว ในขณะที่กลไกแตกต่างกันทั้ง SRAM และ Shimano มี 'trigger shifters' ที่คล้ายกัน 

ถ้าแปลตามศัพท์อาจจะทำให้เข้าใจว่า 'trigger shifters' นี้เวลาจะสับเปลี่ยนเกียร์ต้องใช้นิ้วชี้เป็นตัวเปลี่ยน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะกลับใช้นิ้วโป้งในการเปลี่ยน ซึ่งเหตุผลน่าจะเป็นเพราะมันทำได้ง่ายกว่าและสะดวกกว่า (แต่สำหรับ Road bike ก็ยังใช้สับไกแบบนิ้วชี้อยู่) 

SRAM มีระบบ 2 ระบบคือ Trigger และ Grip Shift ระบบทริกเกอร์เป็นเรื่องปกติมากขึ้น ฟังก์ชั่น Grip Shift นั้นจะใช้หมุนที่ปลอกแฮนด์แทน แต่ว่าตอนนี้มันไม่ค่อยมีให้ใช้สักเท่าไหร่ (เริ่มล้าสมัย) แต่ในจักรยานประเภท cross-country ก็ยังใช้มันอยู่ เนื่องจากระบบมีน้ำหนักเบาและช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนตลับได้อย่างรวดเร็ว

Shimano's Di2 อิเล็กทรอนิกส์ shifters ยังนำแหวนเข้าไปใส่ในเทคนิคนี้ของพวกเขาด้วยมันเป็น electronic switches มากกว่าจะเป็นแบบ mechanical components หรือแค่กลไก ซึ่งหมายความว่าคันโยก Di2 สามารถปรับแต่งและตั้งโปรแกรมให้ทำงานได้ในลักษณะที่ไม่สามารถใช้กับคันโยกทั่วไปได้ 

ตัวอย่างที่ดี คือเทคโนโลยี Synchroshift ของ Shimano ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้คันโยกเพียงคันเดียวเพื่อควบคุมตัวขับขี่ด้านหน้าและด้านหลังได้ ไม่ต้องมีตัวสับเกียร์ทั้ง 2 ข้าง

ทีนี้มาถึงเรื่องการเลือกซื้อ groupset สำหรับจักรยานเสือภูเขาบ้าง

ส่วนประกอบส่วนใหญ่ groupsets แตกต่างกันไปในแต่ละระดับราคา ซึ่งราคาแพงก็จะดีมากๆ แต่มันจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องใช้แต่ของแพงๆ? เรามีหลักเกณฑ์ในการเลือกต่อไปนี้



น้ำหนัก (weight)

Keith Bontrager นักสร้าง components แบรนด์ Bontrager ที่มีชื่อเสียงได้กล่าวไว้ว่า "Strong Light Cheap ให้เลือกมา 2" 

ความได้เปรียบของจักรยานเสือภูเขาที่มีน้ำหนักที่เบา (Light) ก็คือ มันจะทำความเร็วได้ดีและเบรคได้เร็วกว่าจักรยานที่หนักกว่า และถ้าเรากำลังมองหาชุด drivetrains สำหรับจักรยานเสือภูเขา หรือแม้กระทั่งจักรยานที่สมบูรณ์แบบ การเลือกรุ่นที่มีน้ำหนักเบาก็จะทำให้ต้องเพิ่มเงินทุน

ตัวอย่างความแตกต่างระหว่างตัวท้อปทั้ง 2 รุ่นของ Shimano คือ  XT และ XTR อยู่ที่ประมาณ 230 กรัม (ไม่รวมเบรคและหัวกระโหลก) ในขณะที่ความแตกต่างระหว่างเรือธง SRAM XX1 Eagle และ X01 Eagle น้ำหนักจะอยู่ที่  46g (ไม่รวมเบรคและหัวกระโหลก) 

ความแตกต่างของน้ำหนักเหล่านี้เป็นผลมาจากวัสดุราคาแพงและการขัดเกลาตกแต่ง หรือใช้เวลานานกว่าในกระบวนการผลิต ชิ้นส่วนที่มีราคาแพงกว่ามักใช้วัสดุ เช่น เส้นใยคาร์บอน, ไทเทเนียมอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา และแบริ่งเซรามิคเพื่อให้ได้น้ำหนักต่ำสุด

ความทนทาน (Durability)

แน่นอนว่า หากเราต้องเงินเพิ่มขึ้นในส่วนของ Groupset เราก็ต้องคาดหวังว่าอุปกรณ์ต่างๆ พวกเทพๆเหล่านี้จะคงทนอยู่กับเราจนรู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไป 

ซึ่งความคงทนก็ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่ประสบการณ์ของเราคือความทนทานยังมีให้เลือกแบบที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อรุ่น เรือธงระดับท้อปมาก กล่าวคือถ้าเป็น Shimano ก็จะอยู่ในระดับ XT แต่ถ้าเป็น SRAM ก็ใช้รุ่น XO1 

เรื่องความทนทานนั้น อาจจะกลับกันกับน้ำหนักเบา เพราะเราไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อความทนทาน และในขณะเดียวกัน ของน้ำหนักเบาจะใช้งานได้ไม่นาน (งงไหมครับ?) เพราะมันทำมาเบาบาง พอใช้งานมากๆไม่ถึงปี อาจจะสึกหรอไปมาก สำหรับคนที่ต้องแข่งขัน สิ่งเหล่านี้อาจจะต้องเปลี่ยนเมื่อแข่งไปแล้ว 2-3 ครั้งทีเดียว

อุปกรณ์ทนทานก็จะเป็นพวก จานหน้าและจานหลังนี่แหละ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นเหล็กที่มีน้ำหนักมากกว่า แต่คงทนมากขึ้น ในขณะที่รุ่นที่มีราคาแพงกว่าจะทำด้วยอลูมิเนียมและไททาเนียมน้ำหนักเบา แต่ก็จะเปราะบางกว่า



ประสิทธิภาพ (Performance)

ก็คงจะหนีไม่พ้นของแพงก็ย่อมใช้ได้ดี เช่น ตีนผี จะให้การเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่นแม่นยำและรวดเร็วขึ้นระหว่างขับขี่ หรือ electronic gears ที่เป็นมาตรฐานใหม่ ก็จะมีความแม่นยำและความเร็วสูงสุดด้วยการกดปุ่มง่ายๆ 

ตัวอย่างประสิทธิภาพอีกประการหนึ่งคือ การเพิ่มความแข็งของชิ้นส่วน จานหน้า เพื่อให้มีการถ่ายโอนกำลังที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากแป้นเหยียบไปยังล้อหลัง 

คุณลักษณะเพิ่มเติม (Additional features)
นอกเหนือจากการนำเสนอเฟืองพิเศษแล้วกลุ่มที่มีราคาแพงกว่าจะเสนอคุณลักษณะเพิ่มเติม ระบบกันสะเทือนตีนผีด้านหลัง (Clutch-equipped rear derailleurs) ที่มีชุดคลัทช์ด้วย เช่น Shadow Plus จาก Shimano หรือ Type-2 จาก SRAM เป็นตัวอย่างของเทคโนโลยีที่นำเสนอในกลุ่มระดับกลางและระดับไฮเอนด์

คลัทช์ช่วยให้โซ่ตึงซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในสภาพที่ขุรขระ หรือ การทำงานที่เงียบ และลดโอกาสที่โซ่จะหลุด แต่เรื่องคุณลักษณะเพิ่มเติมนี้บางครั้งบางอย่างก็เยอะเกินไปจนรู้สึกว่ามันเป็นฟังก์ชั่นที่งี่เง่าหรือเอาแต่จะให้ความสบายมากเกินไป เช่น การใส่ตัวเลขเกียร์มาให้ตรงตัวสับเกียร์ ซึ่งการมอบประสบการณ์ที่ดีให้นักปั่นนั้น ก็น่าจะเปลี่ยนเกียร์จากความรู้สึกของตัวเอง มากกว่าการก้มไปมองดูตัวเลขว่าควรเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนเกียร์ดี


โฆษณา

วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มาอัพเกรดจักรยานเสือภูเขาของคุณให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ภายใต้งบประมาณไม่เกิน 3000 บาท

โฆษณา

มาอัพเกรดเสือภูเขาโดยการเปลี่ยนอุปกรณ์บางอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างไม่เกิน 3000 บาทกันดีกว่า


สำหรับจักรยานเสือภูเขาแล้วเมื่อใช้ไปสักระยะเวลาหนึ่งแน่นอนว่าอาจจะมีอะไหล่หรืออุปกรณ์บางอย่างที่มันชำรุด แต่สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการจะซื้อจักรยานใหม่หรืองบเงินเป็นก้อนเพื่อเปลี่ยนระบบเกียร์หรือเฟื่องใหม่ๆรุ่นสูง หรืออาจจะเปลี่ยนเฟรมคาร์บอนน้ำหนักเบา หรือเปลี่ยนล้อคาร์บอนสวยๆ สิ่งเหล่านี้เกินงบประมาณที่มีอยู่ใช่ไหม

ดังนั้นเราจะมานำเสนอ อุปกรณ์ 10 อย่างซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพของจักรยานของคุณ


อย่าได้ดูถูกอุปกรณ์เหล่านี้ที่เราจะแนะนำให้คุณอัพเกรดเพราะมันจะมีส่วนให้ทำให้การขับขี่ของคุณสมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยงบประมาณ ชิ้นละไม่เกิน 3000 บาท (ชิ้นละนะครับ) มาเริ่มกันเลยดีกว่า

1. ยางจักรยานเสือภูเขาใหม่




แน่นอนว่าจักรยานจะต้องมียางมาให้ เมื่อเราซื้อเสือภูเขามาใหม่ก็ต้องมาพร้อมกับยาง แต่เนื่องจากยางเป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของจักรยานที่สัมผัสกับพื้น ดังนั้นยางที่คุณใช้สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากสำหรับการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

มีปัญหาสองประการที่อาจทำให้คุณต้องซื้อยางจักรยานเสือภูเขาใหม่:
1. คุณอาจจะใช้ยางผิดประเภทอยู่มันอาจจะไม่เหมาะกับสภาพพื้นผิวแถวบ้านคุณหรือในสนามที่คุณใช้เป็นประจำ เพราะว่ายางที่มากับรถจักรยานอาจจะมีคุณภาพต่ำ (เพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัทเจ้าของแบรนด์หรืออะไรก็ตาม) และมักจะเป็นการเฉลี่ยโดยรวมว่าสถานที่ที่ลูกค้าจะนำไปใช้สามารถจะใช้ได้กับทุกๆที่

ในความเป็นจริง พื้นที่หนึ่งกับพื้นที่หนึ่งจะไม่อาจนำมาเฉลี่ยได้เลย เช่น องค์ประกอบของดิน, ระดับความชื้นและตัวแปรอื่นๆ ที่แตกต่างกัน บางทียางสต็อกที่มากับจักรยานเสือภูเขาอาจจะทำงานได้ดีสำหรับคุณก็ได้ แต่บางทีก็ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่ หากคุณไม่มีดอกยางและยางที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ของคุณถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับเปลื่ยนมัน

2. เมื่อสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าดอกยางได้สึกหรือใกล้จะลบเลือนไปหมดแล้ว

งบประมาณในการเปลี่ยนยางเส้นใหม่นี้ ถ้าคุณช้อปทางออนไลน์ คุณก็อาจจะได้ราคาที่ไม่ถึง 3000 พัน แต่ถ้าคุณต้องให้มีคุณภาพที่ดีหน่อยน้ำหนักเบา จะเกินงบ เราก็ไม่ได้ว่าคุณหรอก (แต่เกรดดีบ้านเราก็ราคาประมาณ 1,500 บาท

2. เปลี่ยนเป็น Tubeless



อย่างที่เราได้เคยกล่าวไปแล้วในบทความที่ผ่านมาสำหรับ Tubeless หรือการใส่ยางแบบไม่ใช่ยางในนั่นเอง ซึ่งมันก็มีข้อถกเถียงกันอย่างมาก เพราะบางคนก็ยังรู้สึกว่า ยางรถจะต้องมียางในสิ ถ้าไม่มียางในแล้วมันปลอดภัยหรือไม่ แต่...ในที่นี้ สำหรับคนที่ชอบปั่นบนภูเขาที่มีหินคมๆ เราแนะนำให้คุณลองเปลี่ยนมาใช้แบบ ไม่ยางในนี้ มันจะช่วยให้คุณไม่ต้องเสี่ยงกับยางรั่วเมื่อมีการกระทบโขดหรือแง่หิน

มันไม่สนุกหรอกที่เราจะต้องมาจูงรถเพื่อปะยาง หรือว่าขี่บดไปเรื่อยๆ ในกรณีที่แรงดันลมอ่อน Tubeless ก็ยังสามารถปั่นไปได้อยู่ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลามากนัก หรือ สำหรับบางคนที่ชอบปั่นจักรยานแบบลมอ่อนๆไม่ต้องแข็งมาก อันนี้ก็เหมาะมาก

3. เปลี่ยน Grips



ตามกฎทั่วไปส่วนประกอบบางส่วนที่สำคัญที่สุดบนจักรยานเสือภูเขาของคุณคือจุดติดต่อหรือสัมผัส - IE ซึ่งร่างกายของคุณจะสัมผัสติดต่อกับจักรยาน นอกจากนี้ยางที่กล่าวถึงใน # 1 และ # 2 ที่จะต้องมีการสัมผัสกับพื้นดินแล้ว ดังนั้นพวกมันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน

อย่างไรก็ตามจุดสัมผัสเหล่านี้มักถูกมองข้ามเมื่อคุณจะซื้อของและอัพเกรดจักรยานแม้ว่าราคาจะไม่แพงก็ตาม การเลือก Grips ที่เหมาะสมและเข้ากับสไตล์การขับขี่ของคุณก็สามารถเปลี่ยนโลกได้เหมือนกัน ดังนั้นผมขอแนะนำให้คุณลองใช้รูปแบบที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่ประมาณ 100 กว่าบาท สำหรับ Grips ที่ดีเยี่ยมจริงๆ นี่เป็นราคาที่ไม่แพงนัก



แนะนำเล็กน้อย: สำหรับคนที่ชอบปั่นแบบ cross country ผมแนะนำให้ลองที่จับยี่ห้อ Ergon สำหรับการกระจายน้ำหนักและความสะดวกสบาย อย่างไรก็ตามหากคุณชอบแบบ technical descending การใช้ด้ามจับแบบกลมจะดีกว่า เลือกใช้ด้ามจับ Oury ซึ่งมีช่องระบายอากาศที่ดีในรูปแบบทรงกลม และมีความหนาสักหน่อย

4. เปลี่ยนบันได (Pedals and/or Cleats) 
บันไดจะมีอยู่ 2 ประเภท แบบ clipless หรือ flats ซึ่งก็เหมือนกับชิ้นส่วนอื่นๆของจักรยานเสือภูเขา ก็คือ มันสึกหรอได้ จุดสัมผัสที่เราบอกไปแล้วจากข้อ 3 มีความสำคัญ แต่มักถูกมองข้าม ราคาของบันไดนั้นอาจจะมีราคามากกว่า 3 พันบาทได้ แต่ถ้าไม่ต้องเลือกใช้แบบน้ำหนักเบามากๆ คุณก็จะได้ของดีราคาถูกเช่นกัน



หากคุณซื้อ pedals แบบ clipless คู่ใหม่ ก็ต้องเผื่อเงินไว้ซื้อ cleats อันใหม่ที่เข้ากันไว้สำรองด้วยเพื่อที่จะเอาไว้เปลี่ยนกับอันเก่าที่มีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามบางครั้งสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้ชุดเหยียบเก่ารู้สึกใหม่ คือ การเปลี่ยนรองเท้าที่ชำรุดของคุณ

5.  เปลี่ยนเบาะรองนั่งหรืออานใหม่ (Mountain Bike Saddle)




อานจักรยานเป็นสิ่งของที่ส่วนตัวมากๆ อานที่มากับรถก็อาจจะดีสำหรับคุณ หรือ อาจจะไม่เข้ากับสรีรร่างกายของคุณ การหาอานที่เหมาะอย่างถูกต้องสามารถสร้างโลกแห่งความแตกต่างได้ การมองหาอานที่ออกแบบมาไม่หนักไม่เบาจนเกิน ก็มีราคาที่ไม่เกินงบประมาณที่ตั้งไว้

6. อัพเกรดสตรีม (Stem)
ประโยชน์ของสตรีม ก็คือ สตรีมที่สั้นลงช่วยลดการเข้าถึงหรือระยะเอื้อมถึงของคุณ เพื่อให้คุณสามารถตอบสนองได้เร็วขึ้นและควบคุมหน้ารถได้ดียิ่งขึ้น downhill bikes จำนวนมากจะมีสตรีมขนาดเล็ก 40-50 มิลลิเมตร และสตรีมของจักรยานเสือภูเขาแบบ trail bikes มักอยู่ระหว่าง 60-80 มม.  ส่วน cross-country bikes มักมีสตรีม อยู่ในช่วง 100-120 มม.



ขึ้นอยู่กับชนิดของการขับขี่คุณ คุณควรจะมีปัญหาในการหาสตรีมในช่วงความยาวที่เหมาะสมนี้ โดยจะต้องอยู่ในงบประมาณที่ตั้งไว้ด้วย และอาจเพิ่มงบถ้าต้องการแบบคาร์บอน

7. เปลี่ยน Handlebars




เช่นเดียวกับการเปลี่ยนสตรีมของคุณ การเปลี่ยน Handlebars ของคุณอาจส่งผลกระทบต่อการควบคุมและความคล่องแคล่วของจักรยานเสือภูเขาของคุณ มือจับบางตัวเหมาะสำหรับการขี่ได้ดีโดยต้องใช้ปัจจัยต่างๆนอกเหนือจากราคา เช่น ความกว้าง, เส้นผ่าศูนย์กลาง การยึดและการกวาด

8. เปลี่ยนโรเตอร์จานหน้าขนาดใหญ่ Larger Front Rotor



ถ้าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับการหยุดรถ อะไรคือปัญหาที่แท้จริง? คุณจะต้องเปลี่ยนเบรคใหม่ทั้งชุด? เปลี่ยนผ้าเบรคใหม่? ผมพบว่าการเปลี่ยนโรเตอร์จานหน้าให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นจะช่วยให้คุณพ้นจากปัญหานี้ และมีอำนาจในการหยุดรถได้ตามที่ต้องการได้ดีขึ้น

9. นำไปปรับจูน (Get a Tune Up)


มีหลายวิธีที่จักรยานเสือภูเขาสามารถเสื่อมสภาพได้ มันอาจจะทำให้คุณรู้สึกหดหู่เพียงเล็กน้อย แต่ถ้าคุณต้องการทำให้มันกลับดีขึ้นก็สามารถทำได้ หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่คุณสามารถลงทุนเงินของคุณ คือการรักษามาตรฐานการดูแลรักษาจักรยานเสือภูเขาให้อยู่ในระดับมาตรฐานอยู่เสมอ

นอกจากจะได้รับการปรับแต่งอย่างเต็มที่โดยมืออาชีพ (ซึ่งอาจอยู่ภายใต้ 3000 บาท หรืออาจจะไม่ได้) ต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบที่แตกต่างกันซึ่งต้องการการบำรุงรักษาที่น้อย แต่อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านประสิทธิภาพ:



  • สายเคเบิ้ลทั้งหมด หากคุณปั่่นจักรยาน แล้วรู้สึกว่าการสับเปลี่ยนเกียร์มันไม่ดีนัก ในกรณีนี้ถ้าคุณไม่เคยเปลี่ยนสายเคเบิ้ล (สายเบรคสายเกียร์) ผมแนะนำให้คุณเปลี่ยนมันด่วน ราคาไม่ถึง 1000 บาท คุณก็จะได้รถจักรยานที่เหมือนใหม่
  • เบรค: บางครั้งการเบรกอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดสิ่งไม่คาดฝันกับระบบเบรคของคุณได้ นอกจากนี้การเปลี่ยนผ้าเบรคใหม่ หรือเปลี่ยนทั้งชุดก็จะช่วยให้คุณรู้สึกได้ถึงความแตกต่างที่ดีไปจากเดิมได้ 
  • ระบบช้อคอัพ (Suspension) ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้รับการบำรุงรักษาตามปกติสำหรับชุด Suspension ของคุณ หากคุณละเลยการบำรุงรักษาและรู้สึกว่าการรองรับแรงกรแทกไม่ได้เรื่องแล้วล่ะก็ คำตอบก็มีอยู่แล้ว 
  • ระบบกระโหลก (Bottom brackets): ระบบพวกนี้ต้องการการดูแลเอาใจใส่จะต้องทำความสะอาดใส่จาระบีเป็นประจำ ถ้าคุณได้ยินเสียงที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่เหยียบบันไดแสดงว่าคุณจะต้องพามันไปจัดการทำความสะอาด หากไม่มีความรู้ควรนำไปให้ช่างดูแล


นี่เป็นเพียงคำแนะนำบางประการสำหรับการอัปเกรดที่ไม่แพงซึ่งสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของจักรยานเสือภูเขาได้ดีขึ้น อาจจะไม่ต้องเปลี่ยนทั้งหมดที่บอกมานะครับ เปลี่ยนบางตัวที่ดูแล้วน่าจะสึกหรอหรือใช้งานไม่ดีนักก็ได้ครับ